สงกรานต์วันแรกตายบนทางหลวง15ศพ

นายสราวุธ ทรงศิวิไล รองอธิบดีกรมทางหลวง(ทล.) ฝ่ายบำรุงทาง ในฐานะประธานคณะกรรมการศูนย์อำนวยความสะดวกและปลอดภัยช่วงเทศกาลสงกรานต์ของ ทล. เปิดเผยตัวเลขอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนทางหลวงในวันที่ 11 เม.ย. ถึงวันที่ 12 เม.ย.60 เวลา 08.00 น. ซึ่งเป็นวันแรกของการรณรงค์ลดอุบัติเหตุช่วงสงกรานต์ วันที่ 11-17 เม.ย.60ว่า มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น 111 ราย เสียชีวิต 15 ราย บาดเจ็บสาหัส 22 ราย และบาดเจ็บเล็กน้อย 82 ราย โดยลักษณะการเกิดเหตุส่วนใหญ่เกิดบนทางตรง 75 ครั้ง คิดเป็น 67.57% รองลงมาทางโค้งปกติ 14 ครั้ง คิดเป็น12.61% ทางแยกระดับเดียวกัน 10 ครั้ง คิดเป็น 9.01% ทางเชื่อม,จุดเปิดเกาะ 8 ครั้ง คิดเป็น 7.20% ทางลาดชัน 3 ครั้ง คิดเป็น 2.70% และทางโค้งหักศอก 1 ครั้ง คิดเป็น 0.90

นายสราวุธ กล่าวต่อว่า สำหรับสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุนั้น ส่วนใหญ่เกิดจากขับรถเร็วเกินกำหนด 76 ครั้ง คิดเป็น 68.47% รองลงมาตัดหน้ากระชั้นชิด 23 ครั้ง คิดเป็น 20.72% หลับใน 8 ครั้ง คิดเป็น 7.21% อุปกรณ์รถชำรุด 6 ครั้ง คิดเป็น 5.41% ฝ่าฝืนกฎจราจร 2 ครั้ง คิดเป็น 1.80% และเมาสุรา 2 ครั้ง คิดเป็น 1.80% อย่างไรก็ตามเมื่อเปรียบเทียบอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นบนทางหลวงในช่วงเทศกาลสงรานต์ วันที่ 11 เม.ย. ของปี 59 กับปี 60 พบว่า จำนวนอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นลดน้อยลงกว่าปีที่ผ่านมา โดยปี 59 เกิดอุบัติเหตุ 202 ครั้ง ขณะที่ปี 60 เกิดอุบัติเหตุ 111 ครั้ง คิดเป็นลดลง 45.05% ส่วนเสียชีวิต ปี 59 มี 39 ราย ปี 60 มี 15 ราย คิดเป็นลดลง 61.54% และผู้บาดเจ็บ ปี 59 มี 262 คน ปี 60 มี 104 คน คิดเป็นลดลง 60.31% สำหรับมูลค่าความเสียหายปี 59 อยู่ที่ 1,826,557 บาท ปี 60 มีมูลค่าความเสียหาย 718,500 บาท คิดเป็นลดลง 60.66%

นายสราวุธ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้หากเปรียบเทียบในช่วง 7 วันการรณรงค์ลดอุบัติเหตุบนทางหลวง วันที่ 11 เม.ย.-17 เม.ย. ของปี 59 และปี 60 พบว่า จำนวนอุบัติเหตุลดลง 92.01% โดยช่วง 7 วันปี 59 มีอุบัติเหตุเกิดขึ้น 1,390 ครั้ง ปี 60 เกิด 111 ครั้ง ส่วนผู้เสียชีวิตลดลง 93.42% โดยปี 59 มี 228 ราย ปี 60 มี 15 ราย ขณะที่ผู้บาดเจ็บลดลง 94.17% โดยปี 59 มี 1,785 ราย ปี 60 มี 104 ราย สำหรับมูลค่าความเสียหายลดลง 96.06% โดยปี 59 อยู่ที่ 18,239,017 บาท และปี 60 อยู่ที่ 718,500 บาท

ชี้บริษัทหลอกขายทัวร์ ไปญี่ปุ่นเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่

จากกรณีที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเกิดเหตุนักท่องชาวไทยติดค้างอยู่ที่สนามบินเป็นจำนวนมาก เนื่องจากไม่สามารถเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นตามที่บริษัทขายตรงบริษัทหนึ่งได้กล่าวอ้างว่าจะพาสมาชิกไปท่องเที่ยว แต่กลับเกิดความวุ่นวายตามที่ได้นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 08.00 น.วันที่ 12 เม.ย.ที่ทำเนียบรัฐบาล นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวถึงกรณีที่มีประชาชนกว่า 2,000 คนถูกหลอกขายอาหารเสริมและทัวร์ญี่ปุ่น ตกค้างอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อคืนวันที่ 11 เม.ย.ที่ผ่านมาว่า เท่าที่ได้รับรายงานมีผู้เสียหายที่ได้เข้าแจ้งความอย่างเป็นทางการแล้ว 470 คน และเชื่อว่าจะมีอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งขณะนี้ทางตำรวจท่องเที่ยวกำลังดำเนินการรับเรื่องร้องเรียนอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ และเป็นแม่งานในการดำเนินคดีทั้งหมด กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะดูแลนักท่องเที่ยวในส่วนผลประโยชน์หรือสิ่งที่นักท่องเที่ยวควรได้รับ และเวลา 13:00 น.ตนจะแถลงข่าวที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

“สำหรับกรณีนี้อาจเข้าข่ายธุรกิจแชร์ลูกโซ่ อีกทั้งยังพบอีกว่าบริษัทดังกล่าวไม่ได้ยื่นขอจดทะเบียนประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการนำเที่ยว ดังนั้น มาตรการของกระทรวงการท่องเที่ยวขณะนี้ คือการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รู้เท่าทันขบวนการดังกล่าว โดยเฉพาะแพ็คเกจทัวร์ที่ต่ำกว่าทุนนั้นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ จึงขอให้ประชาชนมีความระมัดระวังซื้อแพ็คเกจทัวร์ที่บริษัททัวร์จดทะเบียนกับกระทรวงการท่องเที่ยวเท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดกรณีบริษัททิ้งลูกทัวร์เช่นกรณีดังกล่าว”นางกอบกาญจน์ กล่าว

เหยื่อถูกตุ๋นเที่ยวญี่ปุ่น ทยอยเดินทางเข้าแจ้งความตำรวจกองปราบ

เจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยว ประจำท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้ควบคุมตัวหัวหน้ากลุ่มแชร์ลูกโซ่บริษัท เวล เอเวอร์ เวิล ฟอร์ไลท์ จำนวน 2 ราย มาสอบปากคำที่กองบังคับการปราบปราม ภายหลังขายทัวร์ท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่นในราคาถูก ก่อนลอยแพลูกทัวร์กว่า 2,000 คน ที่สนามบินสุวรรณภูมิเมื่อคืนที่ผ่านมา (11เม.ย.)ซึ่งจากการสอบปากคำเบื้องต้น หญิงสาวทั้ง 2 คนให้การว่า เป็นสมาชิกของบริษัทดังกล่าวจริง ซึ่งในระหว่างที่เป็นสมาชิกไม่เคยเกิดปัญหาในลักษณะดังกล่าว ซึ่งตนทำหน้าที่ขายทัวร์ โดยก่อนที่ตนจะมาขายทัวร์นั้น ได้ซื้อสินค้าและได้รับรางวัลเป็นเพคเก็ตในการเดินทางไปท่องเที่ยวที่ประเทศญี่ปุ่น ก่อนที่ตนจะกลับมารับกลุ่มผู้เสียหายทั้งหมด เพื่อเดินทางกลับไปท่องเที่ยวในประเทศญี่ปุ่น แต่เมื่อมาถึงวันเดินทางกลับพบปัญหาดังกล่าว
ด้าน พล.ต.ต.ประเสริฐ เงินยวง ผบก.ทท. ได้เดินทางมายังกองบังคับการปราบปราม เพื่อร่วมวางกรอบและแนวทางในการทำงาน เพื่อสืบสวนข้อเท็จจริง ก่อนที่จะเดินทางเข้าไปในห้องพนักงานสอบสวน เพื่อรวมสอบปากคำผู้เสียหาย

ทางด้าน นางสาวผ่องนภา ฐิติวัชระ ผู้เสียหายรายหนึ่ง เปิดเผยว่า เพื่อนตนเป็นคนชักชวนให้ตนไปเที่ยวญี่ปุ่น เพราะมีโปรโมชั่นตั๋วการเดินทางที่มีราคาถูกจากบริษัท เวลล์เอเวอร์ โดยจะต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเดินทางครั้งนี้ ประมาณ 10,000-20,000 บาท ตนจึงสนใจและโอนเงินจำนวน 10,000 และมาตามเวลานัดหมาย แต่ก็ไม่พบตัวแทน และไม่มีเอกสารใดๆ มีเพียงสลิปเงินที่ตนโอนไปเพียงเท่านั้น ซึ่งหลังจากเกิดเหตุ ตนก็ไม่สามารถที่จะติดต่อกับตัวแทนหัวหน้าทีมได้อีกเลย จึงเดินทางมาแจ้งความที่กองปราบ ส่วนเพื่อนคนที่จะร่วมเดินทางที่เจอที่สนามบินสุวรรณภูมิ ก็บอกว่า ยังเชื่อมั่นว่าจะได้เงินคืนจากหัวหน้าทีม จึงไม่ดำเนินการแจ้งความ

ขณะที่พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช ผบช.ภ.1 เปิดเผยว่า เมื่อคืนที่ผ่านมาได้เรียกสอบผู้เสียหายไปแล้วจำนวนกว่า 40 ปาก ส่วนผู้เสียหายรายอื่นๆ ตำรวจได้มีการแนะนำให้แจ้งความร้องทุกข์ตามภูมิลำเนาที่เกิดเหตุของตนเอง หลังจากนั้นพนักงานสอบสวนจะนำสำนวนการสอบสวนส่งให้กองบังคับการปราบปราม เพื่อจะได้รวมกับสำนวนของผู้เสียหายรายอื่นต่อไป ทั้งนี้ ยังมีการควบคุมตัวบุคคลที่คาดว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับการหลอกผู้เสียหายจำนวนหนึ่งเอาไว้ด้วย โดยควบคุมตัวไว้ที่สถานีตำรวจภูธรสุวรรณภูมิ

แฉยับ’โชกุน’ตุ๋นทัวร์ญี่ปุ่น ตั้งตัวซินแส-เปลี่ยนชื่อนับสิบ

จากกรณีที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเกิดเหตุนักท่องชาวไทยติดค้างอยู่ที่สนามบินเป็นจำนวนมาก เนื่องจากไม่สามารถเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่น ตามที่บริษัทขายตรงบริษัทหนึ่งได้กล่าวอ้างว่าจะพาสมาชิกไปท่องเที่ยว แต่กลับเกิดความวุ่นตามที่ได้นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น..

ล่าสุดเมื่อวันที่ 12 เม.ย. เฟซบุ๊กแฟนเพจ อยากดังเดี๋ยวจัดให้ V4 ได้ขุดคุ้ยเรื่องราวเกี่ยวกับ ซินแสโชกุน หัวหน้าทัวร์บริษัทดังกล่าว มีใจความระบุว่า ซินแสโชกุนโด่งดังด้วยการสร้างโปรไฟล์รับดูดวงฟรี ตามเว็บบอร์ดต่างๆ สร้างชื่อเสียงการเรียนดูดวงจนมีความรู้ จากนั้นจึงตั้งตนเป็น “ซินแส” ด้วยตัวเอง เริ่มรับดูดวงครั้งละ 300 บาท พร้อมบริการแปลดวงเป็นภาษาอังกฤษ ชื่อเดิมตามบัตรประชาชนครั้งแรก ชื่อ ทฤษนันท์ นาคฤทธิ์ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น ณวัชกรณ์ นาคฤทธิ์,ศรัณพัชร์ กิติขจรพัชร์, ภวิศ กิติขจรพัชร์, ภวิศ นาคฤทธิ์,ภวิศ ภูริภัทร์เมฆินทร์ ปัจจุบัน ชื่อ “พสิษฐ์ อริญชย์ลาภิศ”

ซินแสโชกุน เคยทำเรื่องลักษณะนี้มาแล้วหลายครั้ง ชื่อที่ใช้มีคดีอาญาค้างอยู่และยังไม่ได้ตัดสิน ทั้งปลอมแอคเคาท์ ปั้มคอมเม้นท์ ปลอมแอคเคาท์ดารา อ้างว่ารู้จักดารา ฯลฯ ซึ่งรูปแบบที่กลับมาทำครั้งใหญ่คือ ธุรกิจแบบสมัครสมาชิก จ่ายเงิน แล้วได้รับสิทธิ์ ซึ่งจะมีการเติมเงินเข้าระบบของบริษัท เปลี่ยนเป็นแต้ม PPV หากใครแต้มถึงก็จะได้ ไอโฟน หรือได้สิทธิ์ไปเที่ยวต่างประเทศในราคาสุดพิเศษ ขณะนี้มีผู้สมัครสมาชิกแล้วอย่างน้อย 300 คน อีกทั้งบริษัทที่ ซินแสโชกุน เป็นเจ้าของและจดทะเบียนนั้นเป็นการจัดตั้งบริษัทนำเขาส่งออกชาและกาแฟ มีผู้ร่วมมือคือเพื่อน แฟนสาวและแม่ พร้อมโพสต์คลิปรายการทั้งการสัมภาษณ์และแนะนำสินค้าทางช่อง 8 ที่ไม่ใช่ค่ายย่านลาดพร้าว แต่เป็นช่อง 8 ที่สามารถดูผ่านสมาร์ทโฟนเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ

ขณะที่เจ้าตัวได้อัดคลิปวีดิโอลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมยืนยันว่า ผมจะไม่ทิ้งลูกทัวร์ แม้จะไม่ได้ตามไปทุกเที่ยวบินก็ตาม เราต้องระมัดระวังใครที่พยายามจะมาเอาข้อมูลจากสมาชิกของเรา ถ้าได้ไปเที่ยวแล้วก็ส่งรูปให้พวกเขาดูว่าเราได้ไปเที่ยวจริงๆ ผมพาไปพักโรงแรมห้าดาว อาหารการกินรถบัสอย่างดี ทำโฆษณาดีๆ ก็ต้องเป็นหน้าเป็นตาของบริษัท จะทำห่วยๆได้อย่างไร ขอบคุณกำลังใจที่ทำให้ยิ้มได้ การเกิดเหตุการณ์แบบนี้ทำให้คนอื่นเข้าใจเรามากขึ้นEverything possible จริงๆ สมาชิกให้กำลังใจเยอะมากเราต้องไม่เครียด ต้องยิ้มอย่างเดียว ซินแสโชกุน กล่าว

“บิ๊กตู่”สั่งสอบปมบริษัทตุ๋นขายตรงทัวร์ญี่ปุ่น

ที่เนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวถึงกรณีมีประชาชนถูกหลอกขายทัวร์ประเทศญี่ปุ่น ตกค้างที่สนามบินสุวรรณภูมิ ว่า เบื้องต้นกำลังตรวจสอบ ซึ่งเวลาจะทำอะไรก็ตามต้องตรวจสอบให้ดีว่าบริษัทนั้นเป็นอย่างไร เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์ขึ้นมานักท่องเที่ยวก็ไม่ได้ไปเที่ยวตามที่ตั้งใจไว้ เพราะสิ่งสำคัญคนไทยมักเชื่ออะไรง่ายๆ ซึ่งเวลาตนเองพูดกลับไม่เชื่อ เวลาคนอื่นพูดกลับเชื่อและเกิดการโกงกันขึ้น แต่ตนไม่โกง ดังนั้นขออย่าไปเชื่ออะไรง่ายๆ จะต้องตรวจสอบคำพูด เช็ครายละเอียด และตรวจสอบ รวมทั้งแชร์อะไรต่างๆด้วย

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า รัฐบาลก็อยากดูแลประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน แต่ตามกฏหมายไม่สามารถทำได้ ดังนั้นต้องปล่อยให้มีการฟ้องร้องและเป็นไปตามคดีความในศาล ซึ่งตนเองไม่เคยเร่งคดีใครทั้งสิ้น เพียงแต่เอาคดีต่างๆเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเท่านั้น จากนั้นก็เป็นเรื่องของศาลและอัยการ

นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ว่า เบื้องต้นมีผู้เสียหายที่ได้เข้าแจ้งความอย่างเป็นทางการแล้วจำนวน 470 คน ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจท่องเที่ยวกำลังดำเนินการรับเรื่องร้องเรียนอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิ และเป็นแม่งานในการดำเนินคดีทั้งหมด กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะดูแลนักท่องเที่ยวในส่วนผลประโยชน์หรือสิ่งที่นักท่องเที่ยวควรได้รับ อย่างไรก็ตามในเวลา 13:00 น. ตนจะแถลงข่าวที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

นางกอบกาญจน์ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันนอกจาก 470 คนที่ได้แจ้งความแล้วยังมีประชาชนอีกจำนวนหนึ่ง ที่มีความหวังว่าจะได้เดินทางไปประเทศญี่ปุ่นกับทัวร์ของบริษัทดังกล่าว ซึ่งสำหรับกรณีนี้อาจเข้าข่ายธุรกิจแชร์ลูกโซ่ ทั้งนี้ ยังพบอีกว่าบริษัทดังกล่าวไม่ได้ยื่นขอจดทะเบียนประกอบธุรกิจเกี่ยวกับการนำเที่ยว ดังนั้น มาตรการของกระทรวงการท่องเที่ยวขณะนี้ คือการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รู้เท่าทันขบวนการดังกล่าว โดยเฉพาะแพ็คเกจทัวร์ที่ต่ำกว่าทุนนั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ จึงขอให้ประชาชนมีความระมัดระวัง ซื้อแพ็คเกจทัวร์ที่บริษัททัวร์จดทะเบียนกับกระทรวงการท่องเที่ยวเท่านั้น.

เปิดชื่อแล้ว!! 10 ม.เอกชนไร้คุณภาพ

 


กกอ.เปิดแล้ว 10 ชื่อมหาวิทยาลัย 20 หลักสูตรในที่ตั้งมีปัญหาคุณภาพ เผย “ม.กรุงเทพธนบุรี” ปัญหามากสุด จี้ “ม.ราชธานี”ส่งด่วน ระบุก่อนหน้าขอไปแต่ไม่เคยส่ง
ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการการอุดมศึกษา ที่มี รศ.ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ ประธานกกอ.เป็นประธาน ได้พิจารณามหาวิทยาลัยเอกชนได้มีการร้องเรียนว่าจัดการศึกษาไม่เป็นไปตามมาตรฐานอุดมศึกษาและมีมติให้เปิดเผยรายชื่อมหาวิทยาลัยและหลักสูตรที่มีปัญหา เพื่อให้นักเรียน นักศึกษา และประชาชนได้รับทราบ เพราะถ้าเลือกเรียนแล้วอาจมีปัญหาเรื่องคุณภาพ

โดยมีมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีปัญหา 10 แห่ง ใน 98 หลักสูตร แบ่งเป็น หลักสูตรในที่ตั้ง 20 หลักสูตร และหลักสูตรนอกที่ตั้ง 78 หลักสูตร ดังนี้ 1.มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี,

2.มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่

3.มหาวิทยาลัยปทุมธานี

4.มหาวิทยาลัยพิษณุโลก

5.มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น จ.ปทุมธานี

6.วิทยาลัยทองสุข

7.วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม

8.สถาบันเทคโนโลยีแห่งอโยธยา จ.พระนครศรีอยุธยา

9.สถาบันรัชต์ภาคย์

และ10.มหาวิทยาลัยราชธานี จ.อุบลราชธานี

“ข้อมูลดังกล่าวนี้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้ดำเนินการการตรวจสอบข้อมูลมาตั้งแต่ช่วงเดือนกันยายน-ธันวาคม 2559 โดยปัญหาส่วนใหญ่ที่พบคือ มีอาจารย์ประจำหลักสูตรไม่ครบตามที่กำหนด และรับนักศึกษาเกินกว่าจำนวนที่แจ้งไว้ ทั้งนี้ ในบางมหาวิทยาลัยแจ้งว่าปิดบางหลักสูตรไปแล้ว แต่เท่าที่มีการตรวจสอบพบว่ายังไม่ได้ปิดจริง ดังนั้น กกอ.มีมติให้ สกอ.ลงไปตรวจสอบอีกครั้ง เช่น เปิดเพราะมีนักศึกษาค้างท่อหรือไม่ และหากเป็นเช่นนั้นมหาวิทยาลัยได้ปรับปรุงเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ หากพบว่าไม่ได้มาตรฐานให้ สกอ.แจ้งความดำเนินคดี”ดร.สุภัทร กล่าว

เลขาธิการ กกอ.กล่าวต่อไปว่า สำหรับมหาวิทยาลัยราชธานี เนื่องจากที่ผ่านมาไม่เคยส่งข้อมูลใดๆมาให้กับสกอ.ดังนั้น กกอ.จึงมีมติให้แจ้งไปยังมหาวิทยาลัยส่งข้อมูลมาให้ เบื้องต้นมหาวิทยาลัยประสานมาว่าจะจัดส่งข้อมูลให้แก่ สกอ.โดยเร็ว

อย่างไรก็ตาม สกอ.จะรายงานมติดังกล่าวให้ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ทราบและมีคำสั่งเพื่อดำเนินการกับมหาวิทยาลัยทั้ง 10 แห่งต่อไป

สำหรับ 20 หลักสูตรในที่ตั้ง พบปัญหาใน 8 มหาวิทยาลัย ดังนี้ 1.มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี 6 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรนิเทศศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ (หลักสูตรใหม่ พ.ศ.2553) ,หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการท่องเที่ยวและการโรงแรม (หลักสูตรใหม่ พ.ศ.2550) , หลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย (หลักสูตร5ปี)(หลักสูตรใหม่ พ.ศ.2556),หลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษาและคอมพิวเตอร์ (หลักสูตร5ปี)(หลักสูตรปรับปรุง2558) ,หลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีอุตสาหกรรม(หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2556) และ หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2554)

2.มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ 2 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2556) , หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2556)

3.มหาวิทยาลัยปทุมธานี 2 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชานาฎศิลป์และการแสดง (หลักสูตรใหม่ พ.ศ.2556), หลักสูตรศิลปกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาศิลปะการแสดงและนาฎศิลป์ (หลักสูตรใหม่ พ.ศ.2557

) 4.มหาวิทยาลัยพิษณุโลก 3 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2555), หลักสูตรบัญชีมหาบัณฑิต (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2558) , หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2556)

5.มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น จ.ปทุมธานี 2 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรสัตวแพทยศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2555), หลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2557)

6.วิทยาลัยทองสุข 3 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2555) , หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2555) , หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2555)

7.วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม 1 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา (หลักสูตรใหม่ พ.ศ.2555) และ8.สถาบันเทคโนโลยีแห่งอโยธยา จ.พระนครศรีอยุธยา 1 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการทรัพยากรมนุษย์ (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2555)

หลักสูตรนอกที่ตั้ง 78 หลักสูตร พบปัญหาใน 5 มหาวิทยาลัย ดังนี้ 1.มหาวิทยาลัยปทุมธานี 15 ศูนย์ 26 หลักสูตร 2.มหาวิทยาลัยพิษณุโลก 1 ศูนย์ 2 หลักสูตร 3.วิทยาลัยทองสุข 7 ศูนย์ 11 หลักสูตร 4.สถาบันเทคโนโลยีแห่งอโยธยา 5 ศูนย์ 22 หลักสูตร 5.สถาบันรัชต์ภาคย์ 11 ศูนย์ 17 หลักสูตร

อัศจรรย์ เจอองค์หลวงพ่อโต วัดระฆัง! ลอยน้ำในสระวัดที่พังงา

พระ เณรวัดริมคลองที่ อ.ตะกั่วทุ่ง พังงา ต่างอัศจรรย์ใจที่อยู่ๆ มีพระบูชา ลอยอยู่ในสระวัด อัญเชิญขึ้นมาวางในพานปูผ้าขาวเป็นหลวงพ่อโตวัดระฆัง สีดำทำด้วยปูนปั้น ติดทองหน้าตักกว้าง 5 นิ้วยังไม่รู้ที่มา คาดน่าจะมาอยู่ตั้งแต่ช่วงน้ำหลาก…
ที่บริเวณสระน้ำด้านหลังโรงฉัน วัดสุวรรณคูหา ม.2 ต.กระโสม อ.ตะกั่วทุ่ง จ.พังงา มีสามเณรภาคฤดูร้อน และชาวบ้านจำนวนมากมุงดูพระบูชาองค์สีดำ ซึ่งกำลังลอยอยู่ในน้ำภายในสระ โดยมีสามเณรลงไปอุ้มนำวางไว้บนพานที่ชาวบ้านนำผ้าขาวมาวางรองรับ มีชาวบ้านรุมถ่ายรูปและยกมือไหว้กันเป็นจำนวนมาก จากนั้นได้นำไปมอบให้กับพระปลัดธนารักษ์ พุทธรักขิโต รองเจ้าอาวาสวัดสุวรรณคูหา เก็บไว้ในศาลาการเปรียญ จากการตรวจสอบพบว่าเป็นพระบูชาสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) พรหมรังสี มีขนาดหน้าตัก 5 นิ้ว สีดำทำด้วยวัสดุปูนปั้น ติดทอง มีคราบดินโคลนทั่วทั้งองค์ ที่ฐานพระชำรุด ด้านหน้า เขียนว่า สมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสี ด้านหลังเขียนว่าวัดระฆัง
พระปลัดธนารักษ์ พุทธรักขิโต เปิดเผยว่า สามเณรภาคฤดูร้อนได้เดินไปเที่ยวเล่นรอบสระน้ำด้านหลังโรงฉันภายในวัด ที่อยู่ติดคลองถ้ำ และได้พบกับพระบูชาสมเด็จพระพุฒาจารย์(โต) พรหมรังสี กำลังลอยน้ำอยู่ภายในสระ จึงรีบมาบอกและเรื่องได้ทราบไปถึงชาวบ้านที่อยู่ภายในวัดจึงรีบมาดูด้วยความสนใจ เพราะไม่เคยเห็นมาก่อนว่าพระลอยน้ำ ซึ่งดูจากสภาพขององค์พระน่าจะจมอยู่ในสระน้ำมานานแล้ว และไม่แน่ใจว่ามาจากที่ไหน อาจจะลอยตามน้ำมาในช่วงฤดูน้ำหลากก็เป็นไปได้ จะต้องดูว่าภายในวัด และตามกุฏิพระต่างๆ เคยมีการนำพระหลวงพ่อโตมาไว้บูชาหรือไม่ ส่วนองค์พระจะตั้งไว้ด้านหน้าพระประธานภายในศาลาการเปรียญ ให้ชาวบ้านได้เข้ามากราบไหว้บูชา.

โพล วธ.ร้อยละ 84 อยากรดน้ำ บิ๊กตู่่-หน้ากากทุเรียน

 

นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) เปิดเผยว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ร่วมกับสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นเด็ก เยาวชน และประชาชน หัวข้อ “เทศกาลสงกรานต์” จากกลุ่มตัวอย่าง 1,972 คนทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และต่างจังหวัด วันที่ 29 มีนาคม-5 เมษายน 2560

โดยผลสำรวจความคิดเห็นพบว่า ประชาชน ร้อยละ 77.82 ตั้งใจทำกิจกรรมร่วมกับครอบครัวช่วงเทศกาลสงกรานต์ อาทิ เข้าวัด ทำบุญ รวมญาติสังสรรค์ ไปเที่ยว รับประทานอาหารร่วมกัน เป็นต้น

รองลงมาร้อยละ 58.81 เดินทางกลับภูมิลำเนาหรือไปบ้านญาติๆ และร้อยละ 33.06 ร่วมกิจกรรมสงกรานต์ตามสถานที่ต่างๆ อาทิ ห้างสรรพสินค้า สถานที่ท่องเที่ยว เป็นต้น

ทั้งนี้ ยังสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับกิจกรรมของหน่วยงาน สังกัด วธ. ที่ประชาชนให้ความสนใจที่จะเข้าร่วม พบว่า ร้อยละ 67.86 ต้องการเข้าร่วมกิจกรรมทางศาสนา รองลงมาร้อยละ 55.79 รดน้ำขอพรผู้สูงอายุ ร้อยละ41.32 ชมการแสดงพื้นบ้านและการแสดงทางวัฒนธรรม และร้อยละ 30.18 ชมนิทรรศการเทศกาลสงกรานต์

นายวีระ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ผลสำรวจ ร้อยละ 84.23 พบว่าบุคคลที่มีชื่อเสียงที่ประชาชนต้องการรดน้ำ หรือเล่นน้ำสงกรานต์มากที่สุด คือ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี รองลงมาร้อยละ 27.85 ผู้ว่าราชการจังหวัด ร้อยละ 25.69 อยากสาดน้ำ ณเดชน์ คูกิมิยะ ร้อยละ 19.20 อยากสาดน้ำ คิมเบอร์ลี่ แอน โวลเทมัส เทียมศิริ ขณะที่ร้อยละ 14.71 อยากสาดน้ำสงกรานต์ หน้ากากทุเรียน (ทอม ROOM39)

รวมทั้งได้สอบถามความคิดเห็นประชาชนเกี่ยวกับวิธีการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า โดยประชาชนร้อยละ 51.17 ระบุว่าต้องการให้ทุกคนเล่นน้ำสงกรานต์อย่างสุภาพ ไม่ใช้น้ำที่เย็นจัดหรือน้ำปนน้ำแข็งเล่นสาดกัน ร้อยละ46.44 ให้เล่นสาดน้ำในพื้นที่เฉพาะที่จัดไว้ให้ และร้อยละ 44.52 เล่นสาดน้ำอยู่ในระยะเวลาที่เหมาะสม

นายวีระ กล่าวด้วยว่า ส่วนมาตรการส่งเสริมความปลอดภัยที่สำคัญในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ประชาชนร้อยละ 71.45 มีข้อแนะเสนอให้งดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในพื้นที่สาธารณะ และพื้นที่ควบคุมการเล่นน้ำ รวมถึงสถานที่เล่นน้ำที่มีชื่อเสียงมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก รองลงมา ร้อยละ 70.22 ไม่ดื่มเหล้าหรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในวัดหรือที่สาธารณะ ร้อยละ 65.59 ขอให้งดจำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในเวลา 22.00 น. และร้อยละ 62.12 เสนอให้ผู้ใช้รถใช้ถนนช่วยกันรักษาวินัยจราจร ขับขี่ปลอดภัยมีน้ำใจให้แก่กัน รวมทั้งใช้ถนนหนทางโดยไม่ขับขี่รถขณะมึนเมาและไม่ขับเร็วอีกด้วย

อวดแสงสว่างอย่างคลาสสิกจากเมืองผู้ดี

สว่างวาบไปทั้งงานคงไม่มีใครเกินอีเวนท์ฉลองครบ 12 ปี ของร้านขายเฟอร์นิเจอร์หรูหรา “โมทีฟ กรุ๊ป” ภายใต้การดูแลของสองผู้บริหารไฟแรง “โอ๊ค” อัครรัฐ วรรณรัตน์ และ “วิน” วีร์กฤติ ว่องวัฒนะสิน ที่ประสานมือปลุกปั้นพื้นที่ 40 ตารางเมตร บนชั้น 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเอ็มบาสซี ให้เป็นปาร์ตี้สบายๆ พร้อมถือโอกาสเปิดตัวป๊อปอัพสเปซ “โมทีฟ พรีเซ็นต์ แองเกิลพอยส์” ตามแนวคิด “แอน ไอโคนิค บริติส แบรนด์” แน่นอนว่างานนี่้แขกคนพิเศษอย่าง มารีอาร์ อัสนาอุย ผู้รอบรู้ประจำแบรนด์ มาเล่าเรื่องราวของแองเกิลพอยส์ โดยมีเหล่าคนกันเองมาร่วมยินดีเพียบ อาทิ เจย์ สเปนเซอร์, กรณ์ ณรงค์เดช, “ปอ” ศีกัญญา ศักดิเดช ภาณุพันธ์, ปนุ สมบัติยานุชิต, “แอ๊ม” มาสิริ ตามสกุล, “ปิ่น” สุวดี พึ่งบุญพระ, “จิ๊บ” อชิรญา อิงคตานุวัฒน์, “โอ” โอฬาร ปุ้ยพันธวงศ์, “ปอนด์” ศราวุฒิ-“เหมี่ยว” พราวพรรณ เลาหพงศ์ชนะ, “เบอร์ดี้” ปาวา นาคาศัย, “ผึ้ง” สิริยศ เทพหัสดิน ณ อยุธยา, “หนึ่ง” พงษ์เทพ ธนกิจสุนทร ฯลฯ
“โอ๊ค” อัครรัฐ เผยความตั้งใจว่า อยากจะเฉลิมฉลองโอกาสครบ 12 ปีของแบรนด์ในแบบที่ไม่เคยทำมาก่อน รูปแบบงานจึงออกมาอย่างที่เห็น ทั้งป๊อปอัพสเปซและนิทรรศการโคมไฟนวัตกรรมจากอังกฤษ โดยความพิเศษของแบรนด์นี้ก็คือ การออกแบบด้วยดีไซน์ร่วมสมัย คลาสสิก ซึ่งตรงกับคอนเซ็ปต์ของร้านที่มุ่งเน้นนำเข้าและจัดจำหน่ายเฟอร์นิแจอร์ที่มีดีไซน์ร่วมสมัย ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นนั้นๆ ก็ยังดูสวยและหรูหราอยู่เสมอ
ความสนุกสนานบนพื้นที่ขนาดกะทัดรัดจึงอยู่ที่โคมไฟรุ่นต่างๆ ที่ส่งตรงจากเมืองผู้ดีอังกฤษเพื่อการนี้โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นรุ่นดังอย่าง ไจแอนท์ 1227™ และ ไทป์ 75™ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกที่ได้นำมาจัดแสดงและจำหน่าย รวมไปถึงโคมไฟ รุ่น ไทป์ 75™ ที่ได้รับการออกแบบเป็นพิเศษจากแบรนด์ พอล สมิธ ครบทั้ง 3 อิดิชั่นอีกด้วย ส่วนนิทรรศการที่จัดแสดงความเป็นมาของแบรนด์โคมไฟสัญชาติอังกฤษที่มีประวัติมายาวนานกว่า 85 ปี ก็น่าสนใจ เพราะได้รับความไว้วางใจใช้บริการจากจากเหล่าคนดังแถวหน้าของโลก ไม่ว่าจะเป็นสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 แห่งสหราชอาณาจักร จิตรกรระดับโลกอย่าง ปาโบล ปิกัสโซ โต๊ะทำงานของเจมส์ บอนด์ เรียกได้ว่าเป็นโคมไฟที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จและการเปลี่ยนแปลงของวงการดีไซน์ในประเทศอังกฤษก็คงไม่ผิดนัก
หลังจากปาร์ตี้และชื่นชมนิทรรศการ เหล่าเซเลบริตี้ต่างแชร์ไอเดียการเลือกหาโคมไฟในแบบฉบับตัวเอง นักธุรกิจแบรนด์แฟชั่นคนดัง “โอ” โอฬาร บอกว่า ชอบโคมไฟที่มีความคลาสสิกและไม่มีวันเชย วางไว้ 2 จุด คือ ที่หัวเตียงสำหรับอ่านหนังสือ กับโต๊ะทำงาน เดี๋ยวนี้ดีไซน์โคมไฟทันสมัยมากขึ้น นอกจากประโยชน์ใช้สอยด้านความสว่างแล้ว ยังสร้างอารมณ์ให้แก่เจ้าของบ้านได้ด้วย ด้านผู้บริหารสาว “จิ๊บ” อชิรญา แย้มว่า ชอบโคมไฟสไตล์โมเดิร์นที่มีแสงนวลๆ ช่วยให้บ้านดูอบอุ่นขึ้น ก่อนซื้อก็ต้องพิจารณาวัสดุด้วย เพราะคงไม่ได้ซื้อบ่อยๆ

ชาวสวนสกลยิ้ม ราคาพริกหยวกพุ่ง คว้านาทีทองส่งขายรับสงกรานต์ถึงถุงละ 160 บาท

ใกล้ช่วงเทศกาลสงกรานต์พืชผลทางการเกษตรต่างทยอยเข้าสู่ตลาดกันอย่างคึกคัก และผักบางชนิดมีราคาสูงมากขึ้นตามความต้องการของตลาด ทำให้ชาวสวนในจังหวัดสกลนครต่างพากันเร่งเก็บผลผลิตส่งขาย โดยเฉพาะเกษตรกรผู้ปลูกพริกหยวกต้องยิ้มออก เนื่องจากราคาขายจากสวนขยับราคาขึ้น ส่งผลดีต่อเกษตรกรในช่วงนี้เป็นอย่างมาก
นางพิศสมัย พานาดา เกษตรกรบ้านพังขว้าง อ.เมือง จ.สกลนคร กล่าวว่า ปลูกพริกในพื้นที่กว่า 1 ไร่ จากเดิมพริกหยวกเก็บขาย 1 ถุง น้ำหนัก 10 กิโลกรัม ขายได้ไม่เกินถุงละ 70 บาท แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงเทศกาลสงกรานต์ ราคาเริ่มขยับขึ้น เป็นถุงละ 150-160 บาท ราคาดีเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว

สาเหตุที่ราคาขยับผลพวงมาจากพายุฤดูร้อนทำให้ต้นพริกหยวกเสียหายบวกกับสภาพร้อนจัดทำให้พริกหยวกหยิกงอ ทำให้พริกหยวกมีผลผลิตป้อนเข้าสู่ตลาดน้อยราคาจึงแพงขึ้น แต่ที่สวนของตนยังถือว่าโชคดีไม่ประสบปัญหาใดๆ จึงรีบเร่งเก็บพริกหยวกส่งให้กับพ่อค้าคนกลางที่มารับซื้อถึงที่ก่อนนำไปส่งจำหน่ายตามตลาดและร้านอาหาร คาดมีรายได้ในห้วงสงกรานต์ 9,000-10,000 บาท