พ่อ’ไผ่ ดาวดิน’โต้สัสดี ยันไผ่ไม่ได้หนีเกณฑ์ทหาร เหตุเรียนรด.จนติดยศสิบเอกแล้ว

นายวิบูลย์ บุญภัทรรักษา บิดา ของ นายจตุภัทร บุญภัทรรักษา หรือ “ไผ่ ดาวดิน” โพสต์ข้อความทางเฟซบุ๊ก พร้อมรูปภาพ ตอบโต้กรณีสัสดีแฉว่าไผ่ ดาวดิน ไม่เคยขอผ่อนผัน หนีทหารมาแล้วหลายปี โดยปรากฏเป็นข่าวหน้าหนังสือพิมพ์รายวัน

โดยนายวิบูลย์ได้โพสต์หลักฐานจากหน่วยบัญชาการรักษาดินแดน ว่าไผ่ ดาวดิน ได้เรียนจบครบตามหลักสูตร ทั้งยังมีการติดยศ “สิบเอก” อีกด้วย โดยได้ปลดจากการเป็นทหารกลายเป็นทหารกองหนุนเรียบร้อย และมีหลักฐานการถูกเรียกพล ในยศสิบเอกชัดเจน

นายวิบูลย์ระบุว่า “หลักฐานการเรียน รด., บัญชีทหารกองเกิน, การเรียกทหารกองหนุนไปฝึก ทุกอย่าง ไผ่ทำตามกฎหมาย ระเบียบหมด แต่พวกคุณจงใจทำผิดกฎหมาย จงใจละเมิดสิทธิไผ่ ไผ่จะหนีทหารได้อย่างไร มียศสิบเอกไผ่ เชียวนะ ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ สมัยนั้นออกประกาศให้นะ”

และว่า “ผมอนุญาต หากใครจะนำเอกสาร เกี่ยวกับการเรียน รด.และการเป็นทหารของไผ่ ดาวดิน ไปเผยแพร่ หลังถูกบิดเบือนข้อเท็จจริงโจมตีไผ่ จากทางทหาร”

ดับดราม่า!! ฟาร์มเฮ้าส์ ขอโทษ วชิราวุธฯ

จากกรณีที่เกิดกระแสดราม่าไม่พอใจผู้บริหารผลิตภัณฑ์ฟาร์มเฮ้าส์ หลังผู้บริหารของฟาร์มเฮ้าส์ตำหนิทีมของศิษย์เก่าของวชิราวุธวิทยาลัย ที่นำถาดของฟาร์มเฮ้าส์มาใช้ใส่ของอื่นแจกที่จัดซุ้มแจกอาหารและเครื่องดื่ม แก่ผู้เข้าถวายสักการะพระบรมศพฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 บริเวณทางออกของประตูเทวาภิรมย์ ทำให้ศิษย์เก่าของวชิราวุธฯไม่พอใจ และขอยกเลิกการสั่งซื้อสินค้าจากฟาร์มเฮ้าส์ทุกประเภทที่จะนำมาใช้ในกิจกรรม และเกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ขึ้น

ล่าสุด นายพันธ์ พะเนียงเวทย์ กรรมการบริหารบริษัทเพรซิเดนท์ เบเกอรี่ จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายขนมปังและเบเกอรี่ฟาร์มเฮาส์ ได้โพสข้อความและภาพผ่านเฟซบุ๊คส่วนตัว (Pun Paniang) ชี้แจงเรื่องนี้ ว่า

“สรุปเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างชาววชิราวุธ กับทางผู้บริหารฟาร์มเฮาส์ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ที่มีผู้บริหารคนหนึ่งเข้าไปต่อว่า เรื่องเอาขนมปังยี่ห้ออื่นมาใส่ถาดฟาร์มเฮ้าส์แจก

หลังจากทราบเรื่องนี้เมื่อเช้าวันจันทร์ ทางบริษัทก็รีบหาทางประสานติดต่อเข้าไปทางวชิราวุธ และเช้านี้ทางฟาร์มเฮ้าส์ได้เข้าไปขอโทษและทำความเข้าใจกับพี่ๆ O.V. ที่เต๊นท์แล้วนะครับ ว่าเรื่องที่เกิดขึ้น เป็นความผิดพลาดของทางคนของเราเอง เดี๋ยวจะทำจดหมายขอโทษอย่างเป็นทางการเข้าไปอีกครั้ง พี่ๆ O.V. ก็น่าเคารพมากครับ ไม่ถือโทษโกรธอะไร ให้เรื่องนี้จบกันด้วยดี ยังไงก็ต้องขอโทษ และขอขอบคุณ พี่ๆน้องๆเพื่อนๆชาววชิราวุธ รวมทั้งทุกๆท่านที่เกี่ยวข้องมา ณ ที่นี้อีกครั้งนะครับ เป็นบทเรียนครั้งสำคัญครั้งนึงของทางบริษัทเลยครับ”
งนี้ในช่วงสายวันนี้ ดร . พจนี พะเนียงเวทย์ รองผู้อำนวยการ บริษัท ไทย เพรสซิเดนท์ ฟู๊ด ( มหาชน ) และกรรมการ ฟาร์มเฮ้าส์ และ นายเพชร พะเนียงเวทย์ ในฐานะตัวแทน นายอภิชาติ ธรรมโนมัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ ผลิตภัณท์ขนมปังฟาร์มเฮ้าส์ ได้เข้าพบพูดคุยกับ พล . ต . ท . เจตนากรณ์ นภีตะภัฏ นายกสมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ นายจตุพล ปุณโสนีย์ ประธานโครงการวชิราวุธน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ปฎิบัติงานมอบสิ่งของให้พี่น้องประชาชนที่เดินทางมากกราบพระบรมศพฯ ในประเด็นที่นักเรียนเก่าวชิราวุธฯ ได้แสดงความคิดเห็นต่อผู้บริหารของฟาร์มเฮ้าส์ท่านหนึ่ง จนทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณาตามมา ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้พูดคุยด้วยความเข้าใจอันดี และได้ขอโทษซึ่งกันและกัน ทำให้บรรยากาศต่างๆเป็นไปด้วยดี

วชิราวุธวิทยาลัย และ สมาคมนักเรียนเก่าวชิราวุธวิทยาลัย ได้รับอนุญาตให้ดำเนินการจัดซุ้มแจกอาหาร และเครื่องดื่ม แก่ผู้เข้าถวายสักการะพระบรมศพฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 บริเวณทางออกของประตูเทวาภิรมย์ โดยได้รับการสนับสนุนจากหลายหน่วยงาน โดยตลอดระยะเวลาการจัดกิจกรรม ทางโครงการฯได้ทำการสั่งซื้อขนมปังจากฟาร์มเฮ้าส์เข้ามาเพื่อแจกให้พี่น้องประชาชนเป็นจำนวนกว่า 25,000 ชิ้นต่อวัน โดยในบางครั้งเมื่อผลิตภัณฑ์ที่สั่งจากฟาร์มเฮ้าส์หมดลง เจ้าหน้าที่และนักเรียนเก่าที่มาร่วมงานก็จะนำสินค้าอื่นมาแจกต่อไป แต่ด้วยเหตุที่ภาชนะที่ใส่มาอาจมีไม่เพียงพอ จึงได้นำถาดของฟาร์มเฮ้าส์มาใช้วางของแจกอย่างต่อเนื่อง
ได้มีผู้บริหารของฟาร์มเฮ้าส์มาพบ จึงตำหนิและต่อว่าเจ้าหน้าที่ของวชิราวุธฯ ทำให้ศิษย์เก่าของวชิราวุธฯไม่พอใจ และขอยกเลิกการสั่งซื้อสินค้าจากฟาร์มเฮ้าส์ทุกประเภทที่จะนำมาใช้ในกิจกรรม และเกิดเป็นกระแสความไม่พอใจขึ้น

บขส.แน่น! คนแห่กลับต่างจังหวัด ฉลองสงกรานต์ ทะลักกว่า1.2ล้านแล้ว

บขส. เผยช่วง 10 วัน ประชาชนหลั่งไหลเดินทางกลับต่างจังหวัด ฉลองสงกรานต์ที่บ้านเกิดกันเนืองแน่น ใช้บริการรถบขส.แล้วกว่า 1.2 ล้านคน คาด 11 เม.ย. คนยังเดินทางทะลักไม่ต่ำ 1.5 แสนคน

ที่บริษัท ขนส่ง จำกัด หรือ บขส. วันที่ 11 เม.ย.60 เวลา 08.00 น. พล.ต.อ.อำนาจ อันอาตม์งาม รักษาการแทนกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ขนส่ง จำกัดหรือ บขส.เผยว่า ช่วงเทศกาลสงกรานต์มีประชาชนได้เดินทางมาใช้บริการที่สถานีขนส่งผู้โดยสารเป็นจำนวนมาก โดยในวันที่ 10 เม.ย 60 มีผู้โดยสารใช้บริการรถ บขส. และรถร่วม บขส. จำนวน 134,025 คนโดย บขส.ได้เสริมเที่ยววื่ง จำนวน 1,369 เที่ยว จากเที่ยววิ่งปกติ จำนวน 6,455 เที่ยว รวมเที่ยววิ่ง 7,866 เที่ยว ซึ่งสามารถรองรับผู้โดยสารได้เพียงพอ

อย่างไรก็ตาม พบว่า ตั้งแต่วันที่ 1-10 เม.ย. ที่ผ่านมา บขส.ได้ให้บริการผู้โดยสารเดินทางทั้งทางรถบขส.และรถร่วมบขส. ไปแล้วกว่า 1.2 ล้านคน และคาดว่า ในวันนี้ (11 เม.ย.60) จะมีผู้โดยสารมาใช้บริการถึงประมาณ 150,000 คน

หนุ่มเครียดอุ้มลูกวัย 4 ขวบ ปีนเสาโทรศัพท์ ตร.-เมียเข้ากล่อมก่อนยอมลงมา

เสพยาเครียด!! หนุ่มวัย 30 ประชดเมีย อุ้มลูกสาววัย 4 ขวบปีนเสาโทรศัพท์สูง 35 เมตร โดยมีทีท่าว่าจะกระโดดฆ่าตัวตาย ตร.ต้องเจรจาเกลี้ยกล่อมท่ามกลางอากาศที่ร้อน ก่อนที่ภรรยาจะมาช่วย กระทั่งส่งลูกสาวลงมา และตัวเองลงตามมา และถูกนำตัวส่งไปบำบัด…

พ.ต.ท.ประทีป ทองดี สว.สอบสวน สภ.องครักษ์ จ.นครนายก ได้รับแจ้งจาก พ.ต.ท.ประสาน เจาะล้ำลึก อายุ 74 ปี อดีตนายตำรวจ เจ้าของร้านขายของชำเลขที่ 65 หมู่ 4 ต.องครักษ์ ว่ามีชายอุ้มลูกสาวมาซื้อบัตรเติมเงิน 100 บาท ก่อนปีนเสาโทรศัพท์ ซึ่งตั้งอยู่หน้าร้าน หลังรับแจ้งจึงรายงานให้ พ.ต.อ.วันชัย ชูจิตร ผกก.สภ.องครักษ์ พ.ต.ท.พัสกร พรหมอยู่ สวป. และเรือโทภัทรชัย ขันธหิรัญ นอภ.องครักษ์ รีบไปที่เกิดเหตุ พบผู้ก่อเหตุทราบชื่อภายหลัง นายอุดร อายุ 30 ปีเศษ อยู่บ้านเลขที่ 16/2 หมู่ 6 ต.พระอาจารย์ อ.องครักษ์ อุ้มลูกสาววัย 4 ขวบเศษปีนขึ้นบนเสาโทรศัพท์สูงประมาณ 35 เมตร ใช้เชือกสีแดงยาวประมาณ 2 เมตร ผูกคอลูกสาวและตัวเองทำท่าจะกระโดดลงมาฆ่าตัวตาย                                                       จึงประสานรถกู้ชีพ รพ.องครักษ์ มูลนิธิร่วมกตัญญู (จุดองครักษ์) เทศบาลเมืองนครนายก นำเบาะลมมารองรับ ในมือถือโทรศัพท์พูดพร่ำกับเมีย ชื่อนางจันทร์ เสียงโวยวายคล้ายคนคลุ้มคลั่ง ต่อมา ด.ต.กิติภูมิ เจริญศรีประเสริฐ ชุดเจรจาต่อรอง กก.สส.ภ.จว.นครนายก และนางจันทร์ ภรรยานายอุดร ซึ่งเดินทางมาถึง ช่วยกันพูดเกลี้ยกล่อมผ่านทางโทรโข่ง ท่ามกลางแสงแดดที่ร้อนระอุ โดยมีชาวบ้านมายืนดูด้วยใจระทึก ในที่สุดนายอุดร ใจอ่อน ส่งลูกสาวให้ ด.ต.กิติภูมิ นำลงมาก่อน และให้เมียขึ้นรถกระเช้าของการไฟฟ้า อ.องครักษ์ ไปรับอีกรอบหนึ่ง สร้างความโล่งอก ให้ชาวบ้านมีเสียงปรบมือ ใช้เวลาเกลี้ยกล่อมนานถึง 3 ชม.ครึ่ง

เศร้าหนัก!! เงินเดือนแรกออกหวังให้พ่อแต่ไร้โอกาส

กรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.ชลบุรี ออกมาเปิดเผยว่า หลังผ่านมา 10 วัน ที่มีประชาชนเข้าแจ้งความไว้วันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา เหตุสิบล้อตีนผีเบียดรถจักยานยนต์พ่อของว่าที่บัณฑิตหนุ่มรายหนึ่ง นายประสิทธ์ หล่ายแปด อายุ 45 ปี และเหยียบซ้ำทำให้เสียชีวิตคาที่ บริเวณทางขึ้นต่างระดับหนองไม้แดง จ.ชลบุรี มุ่งหน้านิคมอมตะนคร ฝั่งขาเข้ากรุงเทพฯ ซึ่งขณะนี้ยังตามหารถพ่วงไม่เจอ และกล้องวงจรปิดที่จับภาพบริเวณดังกล่าวใช้การไม่ได้เสียทุกตัว เจ้าหน้าที่ตำรวจยังยืนยันว่าไม่ได้นิ่งนอนใจ ขณะที่โลกออนไลนน์ก็ไม่มีผู้ใดนำคลิปมาเผยแพร่

ล่าสุดวันที่ 1 มี.ค. นายศักดิ์บดินทร์ หล่ายแปด ลูกชายผู้ตายวัย 23 ปี ได้โพสต์เรื่องราวน่าเศร้าว่า ฝันร้ายครั้งนี้เมื่อไหร่จะจบลงสักที เบาะแสขณะนี้เหลือแค่กล้องวงจรปิด วอนผู้เห็นเหตุการณ์หรือมีกล้องหน้ารถบันทึกไว้ได้ หรือมีเบาะแสเพิ่มเติม รบกวนส่งข้อมูลมาให้ตน เพราะขณะนี้ครอบครัวลำบาก มีรายได้เพียงแค่ทางเดียว คือ เงินเดือนของผมและน้องชายอายุเพียง 17 ปี จึงสงสารแม่มาก อยากฝากบอกพ่อว่า ช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจจับคนร้ายได้เสียที เพื่อทวงความยุติธรรม อย่าให้คนผิดมีที่ยืนในสังคมอีกเลย ไม่คิดไม่ฝันว่าจะเกิดกับครอบครัว พร้อมกับทิ้งท้ายว่าพ่อครับวันนี้เงินเดือนผมออกละนะ เดียวพ่อไปกดด้วย รักพ่อนะครับ

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ นายศักดิ์บดินทร์ เปิดเผยความในใจหลังทราบข่าวต้องสูญเสียพ่ออย่างกะทันหันผมเพิ่งทำงานเดือนนี้เดือนแรก ตั้งใจว่าจะโอนเงินให้พ่อ และอยากจะพูดกับพ่อว่า พ่อครับโอนเงินให้แล้วนะ เหมือนตอนที่พ่อโอนเงินส่งผมเรียน แต่ยังไม่ได้ตอบแทนท่านเลย วันรับปริญาใครจะอยากนั่งกราบรูปพ่อ พ่อไม่อยู่แล้ว จากนี้ผมจะเป็นเสาหลักที่ดีแทนพ่อเอง ถึงจะรู้สึกว่าไม่อยากมาแทนต่ำแหน่งนี้ เพราะอยากให้พ่อฟื้น อยากให้เป็นแค่ฝัน

‘ทราย’ ยัน! ไม่ใช่ต้นเหตุ ไขควงมรณะ

เกิดเหตุสะเทือนขวัญ เมื่อนายธีระพงษ์ หรือปอนด์ ฐิตะฐาน อายุ 24 ปี หนุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตเพชรบุรี ถูกกลุ่มวัยรุ่นในพื้นที่ อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ยกพวกรุมทำร้ายและฆ่าตายอย่างโหดเหี้ยมในหอพัก โดยการใช้ไขควงแทงศีรษะจนเสียชีวิต พร้อมทำร้ายเพื่อนที่อยู่ในห้องจนได้รับบาดเจ็บ เนื่องจากโกรธแค้นนายเอก(นามสมมุติ)เพื่อนของผู้ตาย แต่ไม่เจอตัวจึงระบายโทสะลงกับเพื่อนๆแทน โดยเจ้าหน้าที่ได้ออกหมายเรียกแก๊งลูกชายนายตำรวจผู้ก่อเหตุแล้ว 18 คน ตามที่ได้นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

ล่าสุดเมื่อวันที่ 7 มี.ค. น.ส.ทราย หนึ่งใน 18 วัยรุ่นผู้ก่อเหตุได้ให้สัมภาษณ์กับ ผู้สื่อข่าวเดลินิวส์ออนไลน์ เผยว่า อย่างแรกตนต้องขอชี้แจงว่า จากการที่มีกระแสข่าวจากสื่อมวลชนหลากหลายสำนักและข้อมูลจากหลากหลายเพจดัง ระบุว่า ตนเองเป็นแฟนของนายเดชาธร หรือไบร์ท มูลมณี ลูกชายรองผกก.ชื่อดัง พร้อมอ้างว่าตนเป็นต้นเหตุของเรื่องราวสะเทือนขวัญขึ้นนั้น จริงๆ แล้วตนและนายไบร์ทไม่ได้รู้จักกันเป็นการส่วนตัว เนื่องจากนายไบร์ทเป็นเพื่อนกับนายวัติ แฟนหนุ่มของตนเท่านั้น
ในวันเกิดเหตุตนได้ไปคอนเสิร์ตกับแฟนโดยมีกลุ่มเพื่อนของแฟนไปด้วย หลังจากจบคอนเสิร์ตกำลังจะกลับบ้านก็ขับรถตามกับมา 3 คัน โดยตนอยู่คันหลังสุด เมื่อเห็น 2 คันข้างหน้าจอดที่ร้านอาหาร ตนก็ลงไปด้วยเนื่องจากอยากเข้าห้องน้ำ แต่คนที่ร้านรอเข้าห้องน้ำมาก ตนเลยเดินออกมาขึ้นรถ ตั้งใจจะไปเข้าห้องน้ำในปั๊มน้ำมันระหว่างทาง โดยที่ตนไม่ทราบว่าเพื่อนๆของแฟนหนุ่มเข้าไปสอบถามถึงนายเอก(นามสมมุติ) เมื่อออกจากร้านมา เพื่อนของแฟนตนได้ขับเข้าไปในละแวกหอพัก 2 คันพร้อมกรูกันลงไป แต่รถคันที่ตนนั่งมาจอดอยู่ด้านนอกเท่านั้น ซึ่งตนกับ น.ส.พั้นก็นั่งรออยู่ในรถเนื่องจากไม่ทราบว่าจะลงไปทำไมและตนอยากเข้าห้องน้ำมาก แต่หลังจากนั้นไม่นาน เพื่อนๆก็กรูกันขึ้นรถแล้วขับออกไป เมื่อตนสอบถามแฟนหนุ่มก็ได้รับคำตอบเพียงแต่ว่ามีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันเท่านั้น ตนก็ไม่ได้ติดใจอะไรและได้ให้จอดรถที่ปั๊มน้ำมันซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหอพักดังกล่าวเพื่อเข้าห้องน้ำด้วย จนมารับทราบข่าวที่เกิดขึ้นและตนถูกหมายเรียก ซึ่งตนก็รีบเข้าให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่าที่ตนทราบเรียบร้อยแล้ว

ตอนนี้โดนตราหน้าว่าเป็นต้นเหตุของเรื่องที่เกิด หาว่าเราเป็นผู้หญิงไม่ดีต่างๆนาๆ ทั้งที่เราไม่ได้เป็นแฟนของผู้ชายทั้งสองคนเลย ทุกวันนี้ไม่กล้าแม้แต่จะไปเรียนหนังสือเพราะอับอายที่มีคนเอารูปไปประจานทั่วสังคมออนไลน์ ซึ่งตอนนี้ด้านคดีความ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งข้อหาเดียวกันทั้ง 18 คน แต่ทรายก็จะสู้เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของตัวเองที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เกิดขึ้น น.ส.ทราย กล่าวทิ้งท้าย..

อุทาหรณ์เตือนใจสายปาร์ตี้!! ชอบซดเหล้าหนัก

กรณีโลกออนไลน์พากันส่งกำลังใจให้หญิงสาวรายหนึ่ง กำลังป่วยด้วยโรคนิ่วในถุงน้ำดี หลังเธอได้ออกมาโพสต์เรื่องราวอุทาหรณ์เพื่อเตือนสติสาวๆ สายแฮงเอาท์ รวมถึงผู้ที่ชอบดื่มสุราเป็นประจำ โดยเฉพาะใครที่เริ่มตั้งแต่อายุยังน้อยๆ เพราะจุดประสงค์ของเธอนั้น ไม่อยากให้ใครตกอยู่ในสภาพเช่นเธอ หลังมักจะชอบสนุกสนานหับการเป็นนักดื่ม กลับต้องมารู้ว่าได้ป่วยเป็นโรคนิ่วในถุงน้ำดีอย่างน่าใจหาย.
เกี่ยวกับเรื่องนี้ วันที่ 7 ก.พ. น.ส.อรอุมา สนั่นเอื้อ อายุ 23 ปี หญิงสาวคนดังกล่าว ชาวต.พะวง อ.เมือง จ.สงขลา เปิดเผยข้อมูลผ่าน เดลินิวส์ออนไลน์ ระบุว่า ในช่วงอายุ 16-20 ปี ตนมักติดนิสัยชอบสังสรรค์ปาร์ตี้กับเพื่อนๆ เป็นประจำ เรียกได้ว่า กินมันเข้าไปทุกวัน เบียร์เหรอ เหล้าเหรอ ได้หมดถ้าสดชื่น กินแบบเพียวๆ จันทร์-อาทิตย์ โดยแชร์เงินร่วมกับเพื่อนๆ ที่ตนหาได้อาชีพเสริมพนักงานเสิร์ฟร้านอาหาร โดยทำเช่นนี้เรื่อยมาตลอด 5 ปี จนไม่เคยรู้มาก่อนว่าตัวเองมีความผิดปกติด้านร่างกาย พักหลังปวดท้องบ่อยไปพบแพทย์แทบจะทุกเดือน แต่แจ้งว่าเป็นโรคกระเพาะ ตนก็ยังไม่หยุดพฤติกรรรมกินดื่ม คิดเองว่าคงไม่เป็นอะไรมาก กระทั่งหยุดดื่มเหล้าช่วงอายุ 21 ปี และแต่งงานอายุ 22 ปี ตั้งท้องลูกชาย 1 คน หลังคลอดเสร็จ 5 วัน รู้สึกปวดท้องรุนแรงและถูกหามตัวส่งโรงพยาบาล หายใจไม่ออก ตัวร้อน หนาวสั่น ตัวและตาเหลืองคล้ายกำลังจะช็อกผู้ช่วยพยาบาลบอกกับพี่สาวว่า เราอาการเหมือนคนเป็นนิ่ว ครอบครัวเราต่างก็พากันงง เพราะไม่คิดว่าอายุน้อยจะเป็นนิ่ว หมอก็เลยฉีดยาเมอร์ฟีนให้ เลยรู้สึกสลึมสลือแต่หายปวดท้องทันที จึงไปเอกซเรย์อวัยวะภายใน พบนิ่วในถุงน้ำดีเต็มไปหมด ระยะที่ 4 เราถูกส่งตัวไปอีกโรงพยาบาล คำแรกที่หมอถามคือ กินเหล้าหนักไหม จึงบอกไปว่าหยุดมา 2 ปีแล้วค่ะ หมอตรวจดูแล้วนะว่าคุณมีถุงน้ำดีผิดปกติตั้งแต่เกิด เสี่ยงเกิดนิ่วง่ายมากอยู่แล้ว ยิ่งกินเหล้ายิ่งทำให้เกิดนิ่วได้ง่าย แต่จริงแล้วนิ่วเกิดจากกินของมันของทอด ส่วนของหนูกินเหล้ามาก ทำให้เป็นตับอ่อนอักเสบ และส่งผลให้เกิดนิ่วในท่อน้ำดีค่ะ หญิงสาวรายนี้ เผยให้ฟัง

น.ส.อรอุมา ยังกล่าวอีกว่า ครั้งแรกแพทย์ส่องกล้องนำนิ่วออกมา 300 กว่าเม็ด ครั้งที่สองต้องยิงเลเซอร์ให้เม็ดใหญ่ๆ แตกออกจากกัน นำออกมาได้อีก 300 เม็ด และใส่ท่อกับทำบอลลูนในปากถุงน้ำดี เพื่อป้องกันการติดเชื้อ แต่นิ่วก็ยังไม่หมดถ้าปล่อยไว้นานอาจเป็นมะเร็ง ร้องไห้อยากอยู่กับลูกนานๆ แพทย์บอกต้องผ่าตัดถุงน้ำดีออกอย่างเดียว ในวันที่ 27 มี.ค.ที่จะถึง จึงเป็นคิวผ่าตัดใหญ่ แต่ก็อาจจะกลับมาเป็นอีกได้ หากยังมีพฤติกรรมเช่นเดิม ตนอยากฝากเตือนสำหรับนักดื่มทั้งหลาย แม้ต้นเหตุของนิ่วจะไม่ได้เกิดจากสุราก็ตาม แต่ก็เป็นปัจจัยเสี่ยงหลักๆ ที่ก่อให้โรคนิ่วลุกลามเร็วยิ่งขึ้น นอกจากการรับประทานของเผ็ด ของมัน.

พยานเผยชนวนเหตุ ฆ่าหนุ่มศิลปากร

จากกรณี เกิดเหตุสะเทือนขวัญที่จ.เพชรบุรี เมื่อกลุ่มวัยรุ่นลูกผู้มีอิทธิพลรวม 18 คน บุกเข้าไปยังหอพัก เนื่องจากโกรธแค้นนายเอก(นามสมมุติ) ที่เคยทำคนรักของแก๊งวัยรุ่นเสียใจ แต่เมื่อไม่เจอนายเอกจึงได้เข้ารุมทำร้ายโดยใช้ไขควงแทงเข้าที่ศีรษะของนายธีระพงษ์ ฐิตะฐาน หรือปอนด์ อายุ 24 ปี นักศึษามหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตเพชรบุรีจนเสียชีวิต ทั้งยังทำร้ายกลุ่มเพื่อนของผู้ตายที่อยู่ในห้องได้รับบาดเจ็บ เมื่อวันที่ 25 ก.พ.ที่ผ่านมา จนเรื่องดังกล่าวกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ไปทั่งสังคมตามที่ได้นำเสนอไปแล้วนั้น

ผู้สื่อข่าว เดลินิวส์ออนไลน์ รายงานว่า นายเอก(นามสมมุติ) ได้ออกมาให้สัมภาษณ์กับ@Amarin NewsRoom พร้อมเผยเรื่องราวในคืนเกิดเหตุว่า คืนนั้นตนและเพื่อนๆก็ไปที่คอนเสิร์ต ระหว่างที่อยู่ในคอนเสิร์ตพวกตนทราบว่าฝ่ายแก๊งโจ๋ลูกตำรวจมองมา ฝ่ายตนเองก็พยายามเลี่ยงออกมา เนื่องจากไม่อยากมีเรื่อง เมื่อเลิกงานก็แยกย้ายกันกับเพื่อนกลับห้องในเวลาประมาณ 00.30 น. หลังจากนั้น แก๊งลูกตำรวจก็ตามเพื่อนตนไปที่ร้านอาหาร เนื่องจากคิดว่าตนทำงานอยู่ที่นั่น แต่จริงๆแล้วไม่ได้ทำ จนสุดท้ายก็ตามหาตนมาถึงห้องพักที่เกิดเรื่องขึ้น ซึ่งตนคาดว่าเรื่องราวทั้งหมด ฝ่ายคู่กรณีน่าจะเคืองที่ตนเข้าไปห้าม ไม่ให้ฝ่ายเขาทำร้ายรุ่นน้องเมื่อ 1 เดือนที่ผ่านมา เนื่องจากเคยเห็นหน้าสมัยเรียนมัธยม ตนจึงคาดว่าจะสามารถไกล่เกลี่ยเรื่องราวได้ แต่เมื่อมาเรียนมหาวิทยาลัยก็ไม่เคยเจอกันอีก เพราะเขาก็ไม่ได้เรียนที่นี่

เขาไม่น่าทำกันถึงขนาดนี้ เรื่องราวมันไม่ถึงกับจะต้องฆ่ากัน เพียงแค่ต่อยตีก็น่าจะพอใจแล้ว ใจหนึ่งผมก็คิดว่าเป็นเพราะผมที่ทำให้เกิดเรื่องที่ทำให้เพื่อนเป็นแบบนี้ อีกใจก็หวังว่าเพื่อนจะเข้าใจว่าไม่มีอยากให้ใครเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ซึ่งเพื่อนทุกคนก็เข้าใจดี แต่เมื่อเกิดเรื่องขึ้นแล้วทุกคนก็ต้องยอมรับและเดินหน้าสู้ต่อ นายเอกกล่าวทิ้งท้าย..

‘รปภ.ห้างหล่อ’ บอกด้วย! สาวรุมเซลฟี่

ในโลกโซเซียล โดยเฉพาะที่ จ.เชียงใหม่ เป็นที่ฮือฮาหลังมีการแชร์ภาพหนุ่มหล่อหน้าตาดีที่ทำงานเป็น รปภ.ของห้างดังใน จ.เชียงใหม่ สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างมาก ถึงขั้นที่บรรดาสาวๆทั้งแบบที่ยังโสดและไม่โสด ต่างหลั่งไหลไปขอยลโฉมตัวจริงกันมากมาย พร้อมทั้งเซลฟี่โพสต์ลงเฟซฯแชร์วนไปอย่างคึกคักด้วย

ผู้สื่อข่าวจึงเดินทางไปที่ห้างเซ็นทรัลกาดสวนแก้ว ถนนห้วยแก้ว ต.สุเทพ อ.เมืองเชียงใหม่ เพื่อขอพูดคุยกับรปภ.หนุ่มคนดังกล่าว ที่กำลังเดินตรวจตราบริเวณประตูหน้าห้าง ทำให้พบว่ามีสาวๆมากหน้าหลายตามาขอถ่ายรูปไม่ขาดสาย เนื่องจาก รปภ.หนุ่มคนนี้ รูปร่างหน้าตา รวมทั้งผิวพรรณ จัดว่าดีพอสมควร

กระทั่งพอสอบถามจนทราบว่าชื่อ นายพงษกร ดีสุ อายุ 22 ปี หรือน้องมอส อยู่บ้านเลขที่ 78 หมู่ 7 ต.บ่อหลวง อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ เล่าแบบเขินๆว่า ตนเรียนจบ ม.3 โรงเรียนบ้านพุย อ.ฮอด จากนั้นก็ไปทำงานรับจ้างทั่วไปที่ กทม. ก่อนจะกลับมาที่เชียงใหม่แล้วสมัครเป็นรปภ.ห้างดังกล่าวนี้ เพิ่งทำได้ 2 เดือน ก็ยังงงๆอยู่ว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะมีผู้หญิงมาชมว่าหล่อดี และขอถ่ายรูปด้วย พอเขาเอาไปโพสต์ฯที่นี้ก็เริ่มมีหญิงสาวมาขอเซลฟี่อย่างต่อเนื่อง บางคนก็ให้ช่วยถือของไปส่งที่รถ รู้สึกภูมิใจกับงานสุจริต แต่ก็อายๆ ที่มีคนมาชมมาถ่ายรูป ต้องขอบคุณลูกค้าทุกท่าน ตนเป็นลูกคนเดียว เงินเดือนจะเก็บไว้เรียนต่อให้จบระดับปริญญาตรีให้ได้.

เจาะชีวิต ‘ธัมมชโย’ จาก ‘ภิกษุ’ สู่ ‘ผู้ต้องหา’

กลายเป็นบุคคลที่รัฐต้องการตัวมากที่สุดในห้วงเวลานี้ สำหรับ พระเทพญาณมหามุนี หรือ พระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ที่อันตรธานหายไปอย่างไร้ร่องรอย แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ 3,000 รายที่ปฏิบัติงานภายใต้

มาตรา 44 ก็ยังไม่อาจพบแม้เพียงเงาวูบไหวให้มีความหวัง ด้านสานุศิษย์ผู้เลื่อมใสเผยว่า นี่คืออิทธิปาฏิหาริย์ที่ทำให้ถูกบังตา ในขณะที่อีกฝ่ายที่เชียร์ให้พบตัวเพื่อเชิญมาเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายก็พากันตั้งข้อสงสัยว่าพระสงฆ์รูปนี้อยู่ที่ไหนกันแน่? กว่าสถานการณ์จะล่วงเลยมาจนถึงวันนี้ เส้นทางชีวิตของบุคคลในข่าวผู้นี้มีความเป็นมาอย่างไร ช่างน่ากรอภาพกลับไปพิจารณา

เปิดสมุดบันทึกวัย 13

ประวัติชีวิตที่ถูกบรรจุไว้ เว็บไซต์สถานีโทรทัศน์ dmc ของวัดพระธรรมกายระบุว่า เด็กชายไชยบูลย์ สุทธิผล ผู้ซึ่งไม่มีใครรู้ล่วงหน้าว่าจะเติบโตขึ้นเป็นประหนึ่งศาสดาของสำนักใหญ่ เกิดเมื่อวันเสาร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ.2487 ที่บ้านริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ตำบลบ้านแป้ง อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี เป็นบุตรของจรรยงค์ สุทธิผล นายช่างใหญ่ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กับจุรี สุทธิผล

ในวัยเด็กต้องย้ายตามบิดาไปราชการหลายจังหวัดจึงเปลี่ยนโรงเรียนบ่อยครั้ง กระทั่งชั้น ม.ปลาย สอบเข้าได้ที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย เริ่มสนใจศึกษาธรรมะตั้งแต่วัยรุ่น โดยเฉพาะด้านกรรมฐาน มีนิสัยชอบอ่านหนังสือ จึงมักไปเดินเล่นตามตลาดย่านสนามหลวงและริมคลองหลอด

เว็บไซต์ดังกล่าวยังระบุว่า เด็กชายไชยบูลย์ในวัย 13 ปี เคยเขียนสมุดบันทึกมีข้อความว่า “ถ้าเรามาทางโลก ก็อยากไปให้สูงสุดในทางโลก ถ้าหากว่าอยู่ในทางธรรม ก็อยากจะไปให้สูงที่สุดในทางธรรม และก็จะนำพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่ทั่วโลก”